จังหวัดอิวาเตะ

ภูเขา แม่น้ำ และทะเล: วัฒนธรรมการปรุงอาหารที่แตกต่างและหลากหลายในจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮนชู

จังหวัดอิวาเตะตั้งอยู่ในโทโฮกุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮนชู จังหวัดนี้มีลักษณะเป็นรูปวงรียาว มีพื้นที่ทอดยาวจากตะวันออกถึงตะวันตกประมาณ 122 กม. และประมาณ 189 กม. จากเหนือถึงใต้ ถือเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะฮนชู มีพื้นที่เป็นที่สองรองจากฮอกไกโดเท่านั้นและเทียบเท่ากับจังหวัดบนเกาะชิโกกุรวมกันถึง 4 จังหวัดเลยทีเดียว

ทางทิศตะวันตกของจังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของเทือกเขาโออุ ส่วนทิศตะวันออกเป็นของที่ราบสูงคิตากามิ มีแม่น้ำคิตากามิไหลจากเหนือลงใต้ผ่านสองเทือกเขานี้และมีที่ราบทอดยาวผ่านลุ่มน้ำ ตลอดแนวชายฝั่งของจังหวัดมีลักษณะเป็นหน้าผาและตะพักทะเล มีชายฝั่งเว้าแหว่งที่เกิดจากเชิงเขาที่ทรุดตัวลงของที่ราบสูงคิตากามิ ทำให้จังหวัดอิวาตะมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ครบครันทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเล แต่ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์นี้ก็นำมาซึ่งความแตกต่างทางภูมิอากาศเช่นกัน ดังนั้นแต่ละภูมิภาคจึงมีจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมและวัฒนธรรมการปรุงอาหารที่โดดเด่นเป็นของตนเอง

จังหวัดอิวาเตะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการปรุงอาหารที่หลากหลายของท้องถิ่นเอาไว้ ผู้คนที่มีทักษะความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการปรุงอาหารของภูมิภาคและอาหารท้องถิ่นที่อนุรักษ์ไว้มายาวนานหลายปีโดยการเผยแพร่และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจึงได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านอาหารของจังหวัดอิวาเตะ นอกจากจะพยายามส่งต่อภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นให้กับคนรุ่นหลังแล้ว ผู้คนทั้งจังหวัดต่างก็มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย

ความร่วมมือด้านเนื้อหา: กรมเกษตร ป่าไม้ และประมงจังหวัดอิวาเตะ กองวิชาการส่งเสริมการเกษตร

วัฒนธรรมการปรุงอาหารจากแป้งที่ช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวต่ำ และวัฒนธรรมการทำขนมโมจิที่รักษาบรรยากาศแห่งยุคซามูไรไว้ได้อย่างเป็นปึกแผ่น

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ในพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดอิวาเตะ ลมตะวันออก "ยามาเสะ" ที่หนาวชื้นจะพัดผ่านในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมและอาจขัดขวางการผสมเกสรของข้าวและทำให้ผลผลิตลดลง แม้ว่าในปัจจุบันอิวาเตะจะเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น แต่การเพาะปลูกข้าวของจังหวัดนี้กลับมีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ที่ยาวนานกับความเสียหายจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น

ในพื้นที่ที่การเพาะปลูกข้าวให้มีผลผลิตที่สม่ำเสมอนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวจัด เกษตรกรจึงต้องเลือกปลูกข้าวสาลี ถั่วเหลือง และบักวีตร่วมกับธัญพืชอย่างข้าวฟ่างพันธุ์ต่าง ๆ แทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาผลผลิตต่ำ พืชผลเหล่านี้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นแป้งและใช้ในการประกอบอาหาร วัฒนธรรมการปรุงอาหารจากแป้งจึงถือกำเนิดขึ้นตามภูมิภาคใหญ่ ๆ ของจังหวัด

แต่ในทางกลับกัน ภาคใต้ของจังหวัดกลับมีผลผลิตข้าวที่อุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นบริเวณที่มีอากาศอบอุ่น และด้วยอิทธิพลจากวัฒธรรมซามูไรในสมัยเอโดะ วัฒนธรรมการปรุงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์อย่างการทำโมจิก็ถูกคิดค้นขึ้นในภูมิภาคนี้

เราได้แบ่งจังหวัดอิวาเตะออกเป็น 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เทือกเขาโออุและทาตากามิ และพื้นที่ชายฝั่งซันริคุ โดยเน้นไปที่วัฒธรรมการปรุงอาหารที่สำคัญทั้งสองอย่างนี้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำให้คุณได้รู้จักกับลักษณะทางธรรมชาติและวัฒนธรรมการปรุงอาหารที่แตกต่างกันของภูมิภาคทั้งห้านี้

< ภาคเหนือของอิวาเตะ >
วัฒนธรรมการกินธัญพืชเพื่อทดแทนสภาพอากาศที่โหดร้าย

ตอนเหนือของจังหวัดอิวาเตะคือประตู่สู่ภาคเหนือของอิวาเตะ ภูมิภาคนี้โดดเด่นด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างปราสาทซุวาโนะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลก ในขณะที่เมืองชายฝั่งอย่างคูจิมีชื่อเสียงจากการเป็นฉากเบื้องหลังให้กับละครโทรทัศน์เรื่องอามะจัง

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ฤดูหนาวที่นี่มีความโหดร้ายมาตั้งแต่สมัยอดีต ลมหนาวยามาเสะที่พัดเข้ามาจากทิศตะวันออกส่งผลให้สภาพแวดล้อมหนาวเย็นและทำให้การเพาะปลูกข้าวยากลำบาก ผู้คนที่นี่จึงต้องหันมาปลูกธัญพืชชนิดอื่นที่ทนต่อสภาพอากาศที่โหดร้ายนี้อย่างบักวีต ถั่วเหลือง และข้าวฟ่างพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อมาทดแทนการขาดแคลนข้าว อาหารต่าง ๆ ที่ใช้วัตถุดิบเหล่านี้จึงถือกำเนิดตามมา

ตัวอย่างที่โดดเด่นของอาหารจำพวกนี้คือมาเมชิโทงิ "ชิโทงิ" แปลว่าบด มาเมชิโทงิคือแป้งเค้กที่ยังไม่ผ่านการอบซึ่งทำจากถั่วเขียวที่ผ่านการต้ม บด และนวดกับแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาล มาเมชิโทงิถูกใช้เป็นของถวายให้แก่เทพเจ้าภูเขาในฤดูใบไม้ร่วงที่นิวะชิไม งานเทศกาลวันสิ้นสุดฤดูเพาะปลูกที่ยุ่งวุ่นวาย และในฤดูใบไม้ผลิเพื่อใช้เป็นอาหารล่อนกไนติงเกล

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ซุปมาเมบุจิรุ คืออาหารอีกชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้ง เกี๊ยวที่ทำจากแป้งข้าวสาลีสอดไส้วอลนัตและน้ำตาลทรายแดง เคี่ยวกับผักในซุปซีอิ๊วขาวเพื่อให้เกิดเป็นอาหารที่มีทั้งรสคาวและรสหวาน อาหารจานนี้ปรากฏในละครเรื่องอามะจังและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

อาหารที่มีต้นกำเนิดที่น่าสนใจ ยามางิบัตโตะ เผ่านัมบุผู้ปกครองพื้นที่นี้ในสมัยเอโดะจัดโซบะบักวีตให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและได้ห้ามไม่ให้ชาวนาบริโภคโซบะชนิดนี้ในช่วงหนึ่ง เล่ากันว่าผู้คนในตอนนั้นยังคงกินโซบะต่อไปโดยการปั้นเกี๊ยวจากแป้งบัควีตให้เป็นรูปใบหลิว (ยานางิ) แทน ทั้งยังกล่าวว่า "นี่ไม่ใช่โซบะ นี่คือยานางิบัตโตะต่างหาก" คำว่า "บัตโตะ" ในชื่ออาหารจานนี้มาจากคำว่า "ฮัตโตะ" ที่หมายถึงการห้าม เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการอันแรงกล้าของประชาชนในการกินโซบะได้เป็นอย่างดี

< ภาคกลางของอิวาเตะ >
วัฒนธรรมชิโทเนโมโนะ และเมนูอาหารมากมายที่ทำจากข้าวหรือข้าวสาลีเป็นหลัก

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ตอนกลางของจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโมริโอกะขึ้นชื่อเรื่องงานวัฒนธรรมอย่างงานชางุชางุอุมักโกะ เทศกาลม้า และเทศกาลซันสะโอโดริ ลุ่มน้ำคิตาคามิที่เชิงเขาอิวาเตะ (หรือที่เรียกกันว่านัมบุฟุจิ) มีพื้นที่ราบมากมายที่ใช้เป็นทุ่งนา ในอดีตการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงได้ คนที่นี่จึงต้องเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และบักวีตด้วย

ธัญพืชจำพวกนี้จะถูกนำไปบดเป็นแป้งจากนั้นนำไปนวดเป็นขนมและเมนูอาหารต่าง ๆ มากมาย

คำว่า "นวด" ในภาษาถิ่นของอิวาตะคือ "ชิโทเนรุ" คำคำนี้ได้ทำให้อาหารจำพวกนี้มีชื่อเรียกว่า "ชิโทเนโมโนะ" ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของคนอิวาติเป็นจำนวนมาก

ตอนกลางของจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโมริโอกะขึ้นชื่อเรื่องงานวัฒนธรรมอย่างงานชางุชางุอุมักโกะ เทศกาลม้า และเทศกาลซันสะโอโดริ ลุ่มน้ำคิตาคามิที่เชิงเขาอิวาเตะ (หรือที่เรียกกันว่านัมบุฟุจิ) มีพื้นที่ราบมากมายที่ใช้เป็นทุ่งนา ในอดีตการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงได้ คนที่นี่จึงต้องเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และบักวีตด้วย

ธัญพืชจำพวกนี้จะถูกนำไปบดเป็นแป้งจากนั้นนำไปนวดเป็นขนมและเมนูอาหารต่าง ๆ มากมาย

คำว่า "นวด" ในภาษาถิ่นของอิวาตะคือ "ชิโทเนรุ" คำคำนี้ได้ทำให้อาหารจำพวกนี้มีชื่อเรียกว่า "ชิโทเนโมโนะ" ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของคนอิวาติเป็นจำนวนมาก

ผู้ให้บริการรูปภาพ: กรมเกษตร ป่าไม้ และประมงจังหวัดอิวาเตะ กองวิชาการส่งเสริมการเกษตร

ชาวเมืองชิวะ คุณเอโกะ โฮโซกาวะ คือปรมาจารย์ฮิทสึมิ นอกเหนือจากการเพาะปลูกแล้ว คุณเอโกะยังเสิร์ฟอาหารท้องถิ่นที่ทำจากวัตถุดิบในพื้นที่ในร้านอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของตลาดนัดเกษตรกร ฮิทสึมิเป็นอาหารจานร้อนที่ได้รับความนิยมในหน้าหนาว

“ฮิทสึมิเป็นอาหารประจำวันนับตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว มันคือซุปที่ทำจากวัตถุดิบมากมายในช่วงเวลาที่ขาดแคลนข้าว ในสมัยก่อน ข้าวมักจะหมดสต็อกในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ผู้คนจึงต้องหันไปกินข้าวสาลีเพื่อให้ผ่านพ้นไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นเวลาที่ข้าวใหม่จะออกผล"

คุณโฮโซกาวะบอกว่าเธอได้รับโอกาสมากมายในการให้ความรู้เรื่องอาหารท้องถิ่นกับเด็ก ๆ "มันเป็นความรู้สึกที่เยี่ยมมากเมื่อเด็ก ๆ กลับบ้านไปทำอาหารเหล่านี้กินกับคนในครอบครัวแล้วได้ฟังคุณปู่คุณย่าเล่าถึงชีวิตของท่านในสมัยก่อน"

ผู้ให้บริการรูปภาพ: กรมเกษตร ป่าไม้ และประมงจังหวัดอิวาเตะ กองวิชาการส่งเสริมการเกษตร

อีกหนึ่งเมนูชิโทเนโมโนะที่ควรกล่าวถึงคือคิริเซนโช ขนมพื้นเมืองที่นิยมทำในช่วงเทศกาลเด็กผู้หญิง ในสมัยก่อน แม่มักจะทำขนมนี้กับลูกสาวและถ่ายทอดสูตรทำขนมพื้นเมืองนี้ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ

ชาวเมืองชิวะ คุณเรโกะ โฮโซกาวะ คือปรมาจารย์คิริเซนโช คุณเรโกะสอนชั้นเรียนทำอาหารพื้นเมืองตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในชั้นเรียนสำหรับเด็กและตามโรงเรียน "ในสมัยก่อน ข้าวและน้ำตาลเป็นวัตถุดิบที่มีราคา คิริเซนโชจึงอาจเรียกได้ว่าค่อนข้างไฮโซ ผู้คนนิยมรับประทานร่วมกันในโอกาสสังสรรค์"

ผู้ให้บริการรูปภาพ: กรมเกษตร ป่าไม้ และประมงจังหวัดอิวาเตะ กองวิชาการส่งเสริมการเกษตร

เมื่อตอนที่คุณโฮโซกาวะยังเด็ก ครกถูกนำมาใช้ตำข้าวที่บ้านเพื่อทำเป็นแป้งข้าวเจ้าสำหรับนำไปประกอบอาหาร วัฒนธรรมการกินข้าวอย่างพิถีพิถันเพื่อป้องกันไม่ให้เหลือทิ้งขว้างนั้นถูกปลูกฝังมาอย่างช้านานในพื้นที่โมริโอกะ "ฉันคิดว่านั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีเมนูชิโทเนโมโนะมากมายที่ทำจากการนวดแป้ง ทุกวันนี้เรายังมีร้านเกี๊ยวตั้งอยู่แถวนี้มากมาย ร้านเหล่านี้จะขายขนมหวานที่ทำจากแป้งโด อย่างเช่น คิริเซนโชและดังโงะ”

คนในปัจจุบันยังคงชอบกินคิริเซนโชเป็นของว่าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครทำเองตามบ้านแล้ว ส่วนใหญ่จะซื้อตามร้านค้า "ในสมัยก่อน คนมักจะเรียนรู้วิธีการทำจากย่ายายที่อาศัยอยู่ด้วยกัน สูตรอาหารจึงได้รับการสืบทอดอย่างเป็นธรรมชาติ ครอบครัวทุกวันนี้ประกอบด้วยแค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น จึงไม่มีโอกาสมากนักในการเรียนรู้สูตรอาหาร ในอนาคต ฉันอยากทำให้คนในวัยที่ต้องเลี้ยงเด็กเล็กหันมาสนใจอาหารจานนี้กัน" คนอิวาตะยังคงพยายามเผยแพร่เมนูอาหารท้องถิ่นกันอย่างต่อเนื่องโดยเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการซื้อกินเป็นการทำด้วยตัวเอง

< ภาคใต้ของอิวาเตะ >
วัฒนธรรมการทำโมจิที่ยาวนานถึง 400 ปีในพื้นที่ที่ข้าวอุดมสมบูรณ์

ด้วยสถานที่อย่างฮิไรสุมิ อันเป็นที่ตั้งของคนจิคิโดที่วัดชูซนจิ ตอนใต้ของจังหวัดอิวาเตะจึงเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พื้นที่แห่งนี้มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่นและมีภูมิประเทศเป็นที่ราบ จึงมีการเพาะปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอนับตั้งแต่อดีตกาล

ในสมัยเอโดะ ตอนที่พื้นที่อิจิโนเซกิและฮิไรสุมิถูกปกครองโดยอาณาจักรเซนได ได้มีการออกกฎให้ผลิตขนมโมจิในทุกวันที่ 1 และ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อถวายให้แก่เทพเจ้า และเกิดเป็นประเพณีการอธิษฐานเพื่อขอสันติสุขและขอให้มีสุขภาพแข็งแรง นี่จึงทำให้เกิดการบริโภคโมจิในพื้นที่จนถึงขนาดที่ว่ามีการจัดทำปฏิทินโมจิขึ้นมาเพื่อกำหนดวันกินโมจิในวันงานประเพณีหรือในวันเปลี่ยนฤดู ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่าปีละ 60 ครั้งเลย!

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

โมจิฮนเซนคงจะเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวัฒนธรรมการทำโมจิของอิจิโนเซกิ แต่เดิมนั้นเมนูฮนเซนเป็นอาหารในงานเลี้ยงที่เสิร์ฟตามโอกาสเฉลิมฉลองตามธรรมเนียมของครอบครัวซามูไรในยุคมุโรมาจิ มุซามุเนะ ดาเตะ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเซนได ได้รับเอาธรรมเนียมเดียวกันนี้มาและสร้างอาหารประกอบพิธีกรรมที่เขาตั้งชื่อว่าโมจิฮนเซน ซึ่งประกอบด้วยขนมโมจิเป็นหลัก

ในช่วงที่มีโมจิฮนเซน ผู้ดำเนินพิธีที่เรียกว่าโอโตริโมจิยากุจะมีหน้าที่พูดและดำเนินพิธี ธรรมเนียมการกินนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ผู้ร่วมพิธีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของโอโตริโมจิยากุในขณะที่กิน อาหารมื้อนี้จะประกอบด้วยโมจิอังโกะ (ถั่วแดงบด), โซนิ (ซุปใส่ถั่วแดงบดและโมจิ), เรียวริโมจิ (ขนมโมจิที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือพื้นที่), ไดคนโอโรชิ (หัวไชเท้าญี่ปุ่นขูด) และทาคุอัน (หัวไชเท้าญี่ปุ่นดอง) เรียวริโมจิมีหลายรูปแบบและทำจากวัตถุดิบที่หลากหลาย เช่น ซุนดะ (ถั่วบด), จูเนะ (โมจิผสมกับผักอย่างใบงาและกุ้งน้ำจืด), วอลนัต, รำข้าวสาลี หรือขิง กล่าวกันว่าในปัจจุบันมีเรียวริโมจิมากกว่า 300 แบบเลยทีเดียว

ในปี 2010 สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมโมจิแห่งอิจิโนเซกิได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมโมจินี้ สมาคมนี้มีส่วนช่วยในการเป็นที่รู้จักมากขึ้นของวัฒนธรรมโมจิโดยการจัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำโมจิ รวมถึงจัดงานประชุมสุดยอดในระดับชาติว่าด้วยเรื่องโมจิ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเทศกาลโมจิระดับชาติ) ซึ่งเป็นการนำพาโมจิรูปแบบต่าง ๆ จากทั่วประเทศญี่ปุ่นมารวมกัน

หลังจากที่มีการจัดกิจกรรมเหล่านี้ วัฒนธรรมโมจิที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นเอกลักษณ์ก็ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง วัฒนธรรมการทำโมจิของอิจิโนเซกินั้นรวมอยู่ในวาโชกุด้วย ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ในปี 2013

< เทือกเขาโออุและทาตากามิ >
วัฒนธรรมการถนอมของป่า

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ในพื้นที่ภูเขาอย่างเทือกเขาโออุและที่ราบสูงทาตากามิ การเก็บเกี่ยวข้าวและข้าวสาลีนั้นทำได้ยากเนื่องจากหิมะที่ตกหนัก แต่บริเวณดังกล่าวนี้ก็เป็นแหล่งของของป่าที่อุดมสมบูรณ์ อย่างเช่น พืชผักที่ขึ้นตามป่าในฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงเห็ดและปลาน้ำจืดในฤดูใบไม้ร่วง บริเวณนี้ของจังหวัดอิวาเตะมีวัฒนธรรมที่ผ่านการคิดค้นขึ้นเป็นอย่างดีในการถนอมของป่า ผู้คนปรุงอาหารโดยการใช้ผักดองหรือผักตากแห้งที่เก็บได้ตามป่า หัวไชเท้าตากแห้ง และเต้าหู้แช่แข็ง โดยเฉพาะเอเชียนรอยัลเฟิร์นที่ถือว่าเป็นสุดยอดของป่า เมนูนี้เป็นการปรุงเฟิร์นทั้งใบในเมนูที่ชื่อว่าเซนไมโนะอิปปอนนิ ซึ่งนิยมกินกันในวันงานสำคัญ

< พื้นที่ชายฝั่งซันริคุ >
รางวัลจากท้องทะเลชายฝั่งซันริคุและเมนูยอดนิยมในตัวเมือง

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

ชายฝั่งซันริคุมีภูมิประเทศที่งดงามโดดเด่นอย่างชายหาดโจโดกาฮามะและชายฝั่งโกอิชิ มีรถไฟซันริคุเดินรถตลอดแนวชายฝั่ง มีแหล่งน้ำติดกับชายฝั่งที่เกิดจากกระแสน้ำโอยาชิโอะและกระแสน้ำคุโรชิโอะไหลมาบรรจบกันจนเกิดเป็นแหล่งของอาหารทะเลและพืชทะเลที่อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้มีให้เห็นมากมายในอาหารซันริคุ

ซันมะซุริจิรุเป็นซุปที่ทำจากเกี๊ยวไส้ผักและปลาซันมะสับ ปรุงรสด้วยมิโสะและซีอิ๊วขาว เมนูนี้เป็นอาหารยอดนิยมในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นฤดูของปลาซันมะ

ผู้ให้บริการรูปภาพ: Visit Iwate

จังหวัดอิวาเตะเป็นแหล่งแซลมอนฤดูใบไม้ร่วงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเกาะฮนชู แซลมอนสามารถกินได้ทุกส่วนยกเว้นเหงือก ดังนั้นในช่วงที่แซลมอนอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมักจะซื้อปลาชนิดนี้ทั้งตัวและแต่ละบ้านก็จะใช้ทุกส่วนประกอบอาหาร การกินแซลมอนมีอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือฮิซุนามาสุ หรือกระดูกอ่อนส่วนหัวของแซลมอนหั่นบางกับหัวไชเท้าญี่ปุ่นที่ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู เมนูนี้เป็นเมนูที่เราสามารถกินปลาได้ทั้งตัวโดยไม่ทิ้งขว้างรางวัลที่ท้องทะเลมอบให้ ทำให้เราได้แสดงความเคารพต่อธรรมชาติ

นอกจากนี้ ชายฝั่งซันริคุยังมีสาหร่ายทะเลหลายชนิด รวมถึงสาหร่ายมัทสึโมะที่มีรูปร่างคล้ายใบสน สาหร่ายชนิดนี้มักจะใส่ในซุปมิโสะและเมนูที่ปรุงด้วยน้ำส้มสายชู สาหร่ายคมบุอ่อน ๆ จะถูกนำไปต้ม หั่นบาง แล้วตากแห้งบนกระดาษก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในสุกิคมบุโนะนิโมโนะร่วมกับอาหารทะเลอย่างปลาไหลทราย ปลาแฮร์ริ่งตากแห้ง
และหอยเชลล์เพื่อสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละครัวเรือน สุกิคมบุโนะนิโมโนะเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างแท้จริงในภูมิภาคนี้ ผู้คนนิยมทำกินเองในบ้าน และนอกจากตามชายฝั่งแล้วยังเป็นที่นิยมทั่วทั้งจังหวัดอีกด้วย

ในจังหวัดอิวาเตะ วัตถุดิบที่มีมากมายอย่างอาหารทะเลและของป่าถูกนำมาใช้ประกอบอาหาร ในขณะที่ผู้คนจำเป็นต้องคิดค้นวิธีที่สร้างสรรค์ในการนำข้าวมาประกอบอาหาร ซึ่งมักจะเกิดการขาดแคลนเพราะอากาศที่หนาวจัด และยกข้าวให้เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า แนวคิดเรื่องคุณค่าและการไม่กินอาหารทิ้งขว้างนี้คือสิ่งจำเป็นในสมัยปัจจุบันเช่นกัน เราขอเชิญชวนให้คุณมาร่วมสำรวจแนวคิดนี้ผ่านการกินอาหารท้องถิ่นของจังหวัดอิวาเตะ

จังหวัดอิวาเตะ อาหารพื้นเมืองหลัก